ระบบประเมินมาตรฐาน HS4
มาตรฐานระบบบริการสุขภาพ ประจำปี 2569
ระบบแสดงข้อมูลหัวข้อประเมินมาตรฐาน HS4 คลิกที่แต่ละหัวข้อเพื่อดูรายละเอียดและการแนบไฟล์
ด้านที่ 1 การบริหารจัดการ
1.1
นโยบายการจัดการคุณภาพ
1.1.1
สถานพยาบาลมีนโยบายการจัดการคุณภาพ
1.1.2
การสื่อสารจากผู้นำ
1.1.3
การมีส่วนร่วมของบุคลากร
1.1.4
การมีส่วนร่วมของชุมชน หรือผู้รับบริการ หรือญาติ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริการ
1.2
กระบวนการคุณภาพ
1.2.1
คุณภาพบริการและระบบสนับสนุนบริการ
1.2.2
คุณภาพการบริหารสถานพยาบาล
1.3
ผลลัพธ์ของการจัดการคุณภาพ
1.3.1
ความพึงพอใจและความมั่นใจของผู้รับบริการและประชาชน
1.3.2
ความสุขและความพึงพอใจของบุคลากรในสถานพยาบาล
1.3.3
ชื่อเสียงสถานพยาบาล
ด้านที่ 2 การบริการสุขภาพ
2.1
โรงพยาบาลต้องจัดให้มีผู้ประกอบวิชาชีพหรือผู้ประกอบโรคศิลปะที่ได้มาตรฐานฯ
2.2
แผนกเวชระเบียนจัดให้มีอุปกรณ์การเก็บเวชระเบียน การเก็บเวชระเบียน และการสำรองข้อมูลตามที่กำหนด
2.3
แผนกผู้ป่วยนอก มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.4
แผนกผู้ป่วยใน จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.5
แผนกผู้ป่วยฉุกเฉิน จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.6
แผนกเภสัชกรรม จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.7
แผนกกายภาพบำบัด จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.8
แผนกเทคนิคการแพทย์ จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.9
แผนกรังสีวิทยา จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.10
แผนกผ่าตัด จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.11
แผนกสูติกรรม จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.12
ระบบรถรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน ต้องได้รับอนุญาตให้ใช้งานจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.13
ระบบควบคุมการติดเชื้อ จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.14
หอผู้ป่วยหนัก จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.15
ห้องให้การรักษา จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.16
ห้องผ่าตัดเล็ก จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.17
ห้องตรวจภายในและขูดมดลูก จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.18
ห้องทารกหลังคลอด จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.19
ห้องทันตกรรม จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.20
ห้องไตเทียม จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.21
ห้องซักฟอก จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.22
ห้องโภชนาการ จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.23
ห้องพักศพ ที่ให้บริการเก็บศพตั้งแต่ 24 ชั่วโมงขึ้นไป จัดให้มีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
2.24
ยานพาหนะสำหรับให้บริการนอกโรงพยาบาล ต้องมีอุปกรณ์พร้อมให้บริการครบถ้วนตามที่กำหนด
ด้านที่ 3 อาคาร สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก
3.1
ด้านอาคาร (Building)
3.1.1
B01S การออกแบบโครงสร้างอาคารให้มีความมั่นคงแข็งแรงและเป็นไปตามหลักวิศวกรรมที่กำหนด
3.1.2
B02A ออกแบบบริเวณรับ-ส่งผู้ป่วยหน้าอาคารให้มีความกว้างของถนนบริเวณรับ-ส่งผู้ป่วยพอที่รถยนต์คันอื่น
3.1.3
B03A บันไดหลักของอาคารผู้ป่วยนอก หรืออาคารที่เข้าข่ายตามกฎหมาย มีความกว้างสุทธิของบันได และจำนวนที่เพียงพอต่อการใช้งาน
3.1.4
B04A บันไดหนีไฟของอาคารผู้ป่วยนอก หรืออาคารหลักที่เข้าข่ายตามกฎหมาย และมีจำนวนชั้นตั้งแต่ 2 ชั้นไป (โรงพยาบาลระดับ F ที่มีอาคารไม่เกิน 2 ชั้น ไม่ต้องประเมิน)
3.1.5
B05I ภายในห้องตรวจ หรือ หลังห้องตรวจ ออกแบบให้มีการติดตั้งอ่างล้างมือสำหรับแพทย์
3.1.6
B06I ออกแบบให้มีอ่างฟอกมือติดกับห้องผ่าตัดอย่างน้อย 2 อ่างต่อ 1 ห้องผ่าตัด และเลือกใช้ก๊อกน้ำชนิดไม่ใช้มือสัมผัส
3.1.7
B07I ออกแบบเคาน์เตอร์สำหรับพยาบาล (แผนกอุบัติเหตุฉุกเฉิน, ผู้ป่วยวิกฤต, หอผู้ป่วยสามัญ, ไตเทียม) โดยความสูงของเคาน์เตอร์ระดับบนไม่เกิน 90 เซนติเมตร จากระดับพื้นห้อง เพื่อไม่ให้บังสายตาในการเฝ้าดูผู้ป่วย
3.1.8
B08I มีการออกแบบป้ายติดหน้าห้องหรือหน้าแผนกบริการในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
3.1.9
B09I ออกแบบให้มีม่านกั้นระหว่างเตียงผู้ป่วยเพื่อบังสายตาและความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย
3.1.10
B10A ออกแบบระยะระหว่างเตียงบริเวณตั้งเตียงผู้ป่วยแต่ละแผนก ควรมีระยะให้วางเครื่องมือ/อุปกรณ์การแพทย์ อุปกรณ์ช่วยชีวิตและสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หรือสามารถนำเปลเข็นเข้าเทียบเตียงผู้ป่วยได้โดยสะดวก
3.1.11
B11I ออกแบบแผนกเภสัชกรรมให้มีตู้หรือชั้นเก็บยา เวชภัณฑ์ที่เป็นสัดส่วน และมีตู้แยกเก็บยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ที่มีกุญแจปิดอย่างมีประสิทธิภาพ
3.1.12
B12A ออกแบบแผนกเภสัชกรรมให้มีห้องจ่ายยา และจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอยอย่างเหมาะสม (บริเวณจ่ายยา/ให้คำแนะนำผู้ป่วย/เก็บรักษายา/ผสมยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย)
3.1.13
B13A ออกแบบแผนกบริการเทคนิคการแพทย์ให้มีสถานที่เก็บสิ่งส่งตรวจที่เหมาะสมและสะดวกต่อผู้รับบริการ
3.1.14
B14I ออกแบบแผนกบริการเทคนิคการแพทย์ ให้สถานที่ปฏิบัติงานเหมาะสมปลอดภัย มีการแยกพื้นที่ปฏิบัติการเฉพาะ เช่น งานธนาคารเลือด งานจุลชีววิทยาคลินิก เป็นต้น
3.1.15
B15I ออกแบบแผนกบริการเทคนิคการแพทย์ ให้มีการเก็บรักษาวัตถุหรือสารเคมีและสารไวไฟ โดยจัดไว้เป็นหมวดหมู่มีป้ายและฉลากแสดงถูกต้องครบถ้วน
3.1.16
B16I ออกแบบแผนกรังสีวินิจฉัย ให้มีห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับผู้ป่วยเป็นสัดส่วนและมิดชิด กรณีที่มีการตรวจพิเศษทางรังสีวิทยาในระบบทางเดินอาหาร ต้องมีห้องสุขาติดกับห้องตรวจ
3.1.17
B17A ออกแบบแผนกไตเทียม ให้สามารถให้บริการฟอกไตแก่ผู้ป่วยได้อย่างเป็นไปตามมาตรฐานการให้บริการ และมีการจัดแบ่งพื้นที่ใช้สอย/พื้นที่พักคอยอย่างเหมาะสม แยกเป็นสัดส่วนจากบริเวณส่วนของผู้ป่วยทั่วไป (รพ.ระดับ F ไม่ต้องประเมิน)
3.1.18
B18A ออกแบบห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และห้องอบไอน้ำสมุนไพร(ถ้ามี) ของแผนกบริการแพทย์แผนไทย มีขนาดตามเกณฑ์มาตรฐาน และแยกห้องให้บริการชาย-หญิงได้อย่างเหมาะสม
3.1.19
B19I แผนกบริการแพทย์แผนจีน (ถ้ามี) ออกแบบเตียงสำหรับนวดหรือฝังเข็ม มีขนาดความ กว้างไม่น้อยกว่า 0.70 เมตร ความยาวไม่น้อยกว่า 1.80 เมตร ความสูงไม่ต่ำกว่า 0.70 เมตร และระยะห่างระหว่างเตียงไม่น้อยกว่า 1.00 เมตร เตียงต้องมีลักษณะมั่นคงแข็งแรงตามมาตรฐานการประกอบโรคศิลปะสาขาแพทย์แผนจีนกำหนด
3.1.20
B20A อาคารภายในโรงพยาบาลที่ใช้พื้นที่ใช้สอยในอาคารรวมกันในหลังเดียวกัน ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม. ขึ้นไป ออกแบบและก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2566 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน BEC (Building Energy Code)
3.2
ด้านสถานที่ (Place)
3.2.1
P01A มีแผนแม่บท เพื่อพัฒนาและวางผังโรงพยาบาลด้านอาคารและสภาพแวดล้อม
3.2.2
P02A มีผังบริเวณ การจัดการแผนผังโรงพยาบาลและแบบแปลนอาคารของโรงพยาบาล รวมทั้งมีระบบการจัดเก็บที่เป็นปัจจุบัน
3.2.3
P03A ทางเข้า-ออกหลักของโรงพยาบาล ให้มีการแบ่งช่องทางสัญจรสำหรับยานพาหนะและผู้สัญจรทางเท้าอย่างชัดเจน
3.2.4
P04A ทางเข้า-ออกหลักของโรงพยาบาล -กรณีช่องทางเดียวรถทางเดี่ยว (one-way) ให้มีความกว้างไม่น้อยกว่า 3.50 เมตร หรือ -กรณีช่องทางเดินรถสองทาง/เดินรถสวนทาง (two-way) ให้มีความกว้างไม่น้อยกว่า 6 เมตร
3.2.5
P05A มีป้ายนำทางบอกทิศทางและระยะทางสู่โรงพยาบาล ติดตั้งอยู่บนถนนสาธารณะสายหลัก สายรอง และทางแยกในระยะที่เหมาะสม
3.2.6
P06A มีป้ายชื่อโรงพยาบาล ป้ายชื่ออาคารที่เป็นหน่วยบริการสำคัญ ได้แก่ แผนกฉุกเฉิน แผนกผู้ป่วยนอก เป็นต้น ติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในเวลากลางวันและมีไฟส่องสว่างในเวลากลางคืน
3.2.7
P07A ออกแบบบริเวณจุดตัดถนนให้มีป้ายบอกทางชัดเจนและปราศจากสิ่งบดบังสายตา
3.2.8
P08A ออกแบบจุดที่เป็นทางข้ามถนนและมีความต่างระดับให้เป็นทางลาดเอียง เพื่อให้สามารถนำเก้าอี้มีล้อ (Wheelchair) หรือผู้ทุพพลภาพหรือคนชราผ่านได้โดยสะดวก พร้อมจัดให้มีป้ายเตือนผู้ขับขี่ยานพาหนะว่าเป็นทางข้ามสำหรับผู้เดินเท้า
3.2.9
P09A ออกแบบให้มีทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารในทุกหน่วยบริการของโรงพยาบาล โดยมีความกว้างประมาณ 2.50 เมตร เพื่อสะดวกต่อการเข็นเปลนอนผู้ป่วยสวนกันได้ และไม่มีสิ่งกีดขวางที่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจร
3.2.10
P10A ออกแบบทางลาดให้กรณีที่ระดับพื้นอาคารมีความต่างระดับกันมากกว่า 1.3 เซนติเมตร จะต้องทำทางลาดเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้รับบริการ
3.2.11
P11A ออกแบบให้แยกพื้นที่จอดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ออกจากแนวทางวิ่งของรถ และแสดงเครื่องหมายทิศทางอย่างชัดเจน
3.2.12
P12A ออกแบบให้มีที่จอดรถสำหรับผู้พิการอยู่ใกล้ทางเข้าอาคารผู้ป่วยนอก ลักษณะเป็นไปตามกฎหมายกำหนด และมีป้ายหรือเครื่องหมายแสดงอย่างชัดเจน
3.2.13
P13A ออกแบบบริเวณพักผ่อนให้มีพื้นที่รองรับเพียงพอ มีความร่มรื่น สวยงาม สงบมีอากาศถ่ายเทที่ดี และเหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละวัยรวมทั้งเด็กและผู้สูงอายุ
3.2.14
P14A ออกแบบพื้นที่ระหว่างอาคารให้มีการจัดภูมิทัศน์ โดยเลือกใช้พรรณไม้ที่ดูแลรักษาง่าย หรือใช้วัสดุตกแต่ง พื้นผิวซึมน้ำ (Porous Pavement) และมีแผนปฏิบัติการบำรุงรักษา
3.3
ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (Facilities)
3.3.1
F01A มีป้ายจราจรภายในโรงพยาบาล ติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม สามารถมองเห็นได้ชัดเจน (ประเมินเฉพาะบริเวณส่วนให้การรักษาพยาบาล)
3.3.2
F02A มีป้ายบอกทางไปยังอาคาร/แผนกต่างๆ มองเห็นได้ชัดเจน พร้อมระบบไฟส่องสว่างที่เหมาะสม
3.3.3
F03A มีห้องน้ำ-ส้วม สำหรับผู้พิการ-ผู้สูงอายุ ภายในมีราวพยุงตัวติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม
3.3.4
F04A มีห้องน้ำสำหรับเด็กเล็ก เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
3.3.5
F05E ระบบไฟฟ้ากำลัง: มีแผนผังระบบไฟฟ้ากำลังภายนอก แสดงแนวสายไฟฟ้าแรงสูง และสายไฟฟ้าแรงต่ำ, ตำแหน่งหม้อแปลง ตำแหน่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า แสดงขนาด ชนิดของสายไฟ การจ่ายไฟ เป็นต้น
3.3.6
F06E ออกแบบระบบไฟฟ้ากำลัง ให้มีแนวสายไฟฟ้าแรงสูง/แรงต่ำ เป็นระเบียบ ปลอดภัย ไม่กีดขวางทางจราจร
3.3.7
F07E ออกแบบระบบไฟฟ้ากำลัง บริเวณที่ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าแบบตั้งพื้น และนั่งร้าน หม้อแปลงไฟฟ้ามีระบบการต่อลงดิน มีที่ว่างเพื่อปฏิบัติงาน รถซ่อมบำรุงเข้าถึงได้ มีรั้วป้องกัน มีป้ายแจ้งเตือนระวังอันตรายไฟฟ้าแรงสูง
3.3.8
F08E ออกแบบระบบไฟฟ้ากำลัง ให้มีแผงเมนประธานหลักประจำอาคาร (ตู้ MDB), ตู้สวิตช์ตัดตอน (PANEL BOARD) และมีระบบการต่อลงดิน
3.3.9
F09E ออกแบบระบบไฟฟ้ากำลัง ให้หม้อแปลงไฟฟ้า, แผงเมนประธานหลักประจำอาคาร (ตู้ MDB) และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน มีระบบการต่อลงดิน
3.3.10
F10E ออกแบบระบบไฟฟ้ากำลัง ให้มีการต่อลงดินของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในอาคาร
3.3.11
F11E ออกแบบระบบไฟฟ้ากำลัง ให้มีการต่อลงดินของระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า ในพื้นที่ที่มีการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ไฟฟ้า(กลุ่ม 2) (ยกเว้นกลุ่ม 1) เช่น บริเวณห้องผ่าตัด, ห้อง ICU ฯลฯ ซึ่งการจ่ายไฟฟ้าที่ไม่ต่อเนื่องสามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
3.3.12
F12E ออกแบบระบบไฟฟ้าแสงสว่างภายนอกอาคาร: ความส่องสว่างบริเวณผิวจราจร (21 ลักซ์) บริเวณที่จอดรถ (50 ลักซ์) และบริเวณพื้นที่ทั่วไปภายนอกอาคาร ในเวลากลางคืน และตรวจสอบวงจรไฟฟ้าแสงสว่างภายนอกอาคาร ให้มีอุปกรณ์ป้องกันการใช้กระแสเกิน และป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วสว่างภายนอกอาคาร ให้มีอุปกรณ์ป้องกันการใช้กระแสเกิน และป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว
3.3.13
F13E ออกแบบระบบไฟฟ้าแสงสว่างภายในอาคาร: ให้ความสว่างในเวลากลางวัน/กลางคืน กับพื้นที่ภายในอาคาร บริเวณทั่วไป ให้มีความเหมาะสมต่อพื้นที่ใช้งาน มีค่าความสว่างเพียงพอ เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่ประเทศไทย
3.3.14
F14E ออกแบบระบบไฟสำรองฉุกเฉินจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า การติดตั้ง สถานที่และพื้นที่ปฏิบัติงานในห้องเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเหมาะสม เป็นไปตามหลักวิศวกรรม มาตรฐานวิศวกรรมไฟฟ้า และกฎหมายกำหนด กรณีแหล่งจ่ายไฟปกติล้มเหลวใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที ในการจ่ายไฟอัตโนมัติ เพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง มีระบบการต่อลงดิน
3.3.15
F15E ออกแบบระบบและมีการติดตั้งเครื่องสำรองไฟฟ้าฉุกเฉินยูพีเอส UPS (Uninterruptible Power Supply) แบบ True Online Double Conversion Design, Pure Sine Wave สำหรับอุปกรณ์การแพทย์ที่ใช้รักษาผู้ป่วยวิกฤต เช่น ในห้องผ่าตัด, ห้องไอซียู และมีแบตเตอรี่สำรองจ่ายกระแสไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 10 นาที
3.3.16
F16E ออกแบบระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน โคมไฟแสงสว่างฉุกเฉิน และโคมไฟป้ายทางออกฉุกเฉิน มีการติดตั้งรูปแบบเป็นไปตามมาตรฐาน วสท. และติดตั้งครอบคลุมตามพื้นที่บันไดทางหนีไฟ ทางสัญจร ห้องเครื่อง สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 2-2.70 เมตร
3.3.17
F17E ออกแบบชนิด จำนวน และสีของเต้ารับไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพียงพอต่อการใช้งาน สามารถแยกแยะระหว่างเต้ารับไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เลือกใช้กับอุปกรณ์บริภัณฑ์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม และปลอดภัย
3.3.18
F18E ออกแบบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่ติดตั้ง และอุปกรณ์ประกอบ ว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณโดยอัตโนมัติ และอุปกรณ์แจ้งเหตุ ครอบคลุมตามพื้นที่ เช่น โถงเส้นทางหนีไฟ โถงพักรอ ห้องพักผู้ป่วย ห้องทำงาน ห้องเครื่อง ให้รูปแบบเป็นไปตามมาตรฐาน วสท. และกฎหมายกำหนด
3.3.19
F19E ออกแบบระบบป้องกันการเข้าออก (Access Control) เป็นระบบแบบ MANUAL หรือแบบอัตโนมัติ เพื่อป้องก้น และควบคุมการเข้าถึงในสถานที่เฉพาะ ที่ต้องการความปลอดภัย
3.3.20
F20E ออกแบบติดตั้งระบบโทรศัพท์, ระบบสื่อสารด้วยความเร็วสูง, ระบบเรียกพยาบาล และระบบเสียงประกาศ ครอบคลุมทุกระบบ และติดตั้งเหมาะสมตามพื้นที่ใช้งาน
3.3.21
F21E ออกแบบการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันแรงดัน และกระแสเกินภายในอาคารที่แผงจ่ายไฟฟ้าหลัก (ตู้ MDB), ที่แผงเมนย่อยประจำอาคาร (ตู้ SDB) และมีการติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่า
3.3.22
F22M มีการแยกประเภทของลิฟต์ตามการใช้งาน เป็นสัดส่วนสำหรับอาคารตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไป มีขนาดและจำนวนเพียงพอต่อการใช้งาน (โรงพยาบาลระดับ F ที่มีอาคารไม่เกิน 2 ชั้น ไม่ต้องประเมิน)
3.3.23
F23M ออกแบบบริเวณโถงหน้าลิฟต์บรรทุกเตียงคนไข้ ต้องมีพื้นที่สามารถ เข็นเปลนอนสวนกันได้ สะอาด มีระบบระบายอากาศและแสงสว่างที่เหมาะสม
3.3.24
F24M ออกแบบให้มีลิฟต์สำหรับผู้พิการและทุพพลภาพสามารถใช้งานได้ลักษณะเป็นไปตามกฎหมายกำหนด สำหรับอาคารตั้งแต่ 2 ชั้นขึ้นไปที่ไม่มีทางลาด
3.3.25
F25M ออกแบบระบบลิฟต์ กรณีไฟฟ้าดับจัดให้มีระบบ ARD (Automatic Rescue Device) เพื่อให้ลิฟต์สามารถเคลื่อนไปเทียบยังชั้นที่ใกล้ที่สุดและประตูลิฟต์จะต้องเปิดออกทันที
3.3.26
F26M ออกแบบพื้นที่ให้บริการและพื้นที่ปฏิบัติงาน ต้องมีอากาศที่สะอาดจากภายนอกเติมเข้าสู่พื้นที่บริการ/ปฏิบัติงาน ให้ได้อัตราการถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม ทั้งโดยวิธีธรรมชาติหรือวิธีกล
3.3.27
F27M ออกแบบการควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของอากาศในบริเวณห้องตรวจ พื้นที่ให้บริการและพื้นที่ปฏิบัติงาน
3.3.28
F28M ออกแบบระบบควบคุมการติดเชื้อที่ได้มาตรฐาน ควบคุมแรงดันของอากาศภายในห้องคัดแยกผู้ป่วย ห้องรักษาพยาบาล ห้องเตรียมการพยาบาล ควบคุมทิศทางการเคลื่อนที่ของอากาศหรือการระบายอากาศออกนอกอาคารในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ให้กระจายออกจากห้อง ไปพื้นที่อื่นของสถานพยาบาล
3.3.29
F29M ออกแบบระบบควบคุมแรงดันของอากาศภายในห้องตรวจผู้ป่วยที่แสดงอาการโรคติดเชื้อทางอากาศ มีความดันเป็นลบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคออกสู่ภายนอก
ด้านที่ 4 สิ่งแวดล้อม
4.1
การกำหนดนโยบายและการจัดการสิ่งแวดล้อม
4.1.1
มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่จัดเจน
4.1.2
มีคณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมทุกระบบ เช่น ระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย การจัดการมูลฝอย ฯลฯ พร้อมทั้งระบุอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เป็นลายลักษณ์อักษร
4.1.3
มีแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อม หรือมาตรการตามนโยบายในการจัดการสิ่งแวดล้อมในสถานพยาบาลพร้อมทั้งมีการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในสถานพยาบาลอย่างเป็นรูปธรรม
4.1.4
มีการเฝ้าติดตาม และการดำเนินการแก้ไข และการป้องกันจากกิจกรรมซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในสถานพยาบาล
4.2
การจัดการมูลฝอย
4.2.1
จัดให้มีบุคลากรปฏิบัติงานด้านการจัดการมูลฝอย
4.2.2
มีคู่มือกำหนดขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน
4.2.3
มีการบันทึกอัตราการเกิดมูลฝอยประจำวัน ตามประเภทของมูลฝอย และรายงานผลการปฏิบัติงานต่อผู้บังคับบัญชา
4.2.4
มีระบบการคัดแยกมูลฝอย ณ แหล่งกำเนิด ตามประเภทของมูลฝอย
4.2.5
มีการแยกมูลฝอยติดเชื้อระหว่างวัสดุมีคมและวัสดุไม่มีคมภาชนะมีความคงทน และเหมาะสม
4.2.6
มีแผนการและวิธีการเก็บขนเคลื่อนย้ายมูลฝอยที่ถูกสุขลักษณะ
4.2.7
มีสถานที่พักมูลฝอยที่ถูกสุขลักษณะ
4.2.8
มูลฝอยติดเชื้อต้องเก็บกักไว้ไม่เกิน 7 วัน หากมีการเก็บกักมูลฝอยติดเชื้อไว้เกิน 7 วัน ที่พักรวมมูลฝอยติดเชื้อ ต้องสามารถควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ที่ 10 องศาเซลเซียส หรือต่ำกว่านั้นได้
4.2.9
มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดการมูลฝอย และสถานที่สำหรับอาบน้ำหลังจากทำงาน
4.2.10
มีการกำจัดมูลฝอย (มูลฝอยทั่วไป, มูลฝอยติดเชื้อ, วัสดุและของเสียอันตราย) ที่ถูกสุขลักษณะ หรือเป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
4.2.11
มีบัญชีรายการของวัสดุและของเสียอันตรายที่มีในโรงพยาบาล และมีข้อปฏิบัติในการจัดเก็บของเสียอันตรายอย่างปลอดภัย
4.3
การจัดการน้ำเสีย
4.3.1
สถานพยาบาลมีระบบบำบัดน้ำเสียที่มีขนาดเพียงพอต่ออัตราการเกิดน้ำเสีย
4.3.2
มีแผนผังแสดงกระบวนการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียที่เป็นปัจจุบัน
4.3.3
มีการจัดทำเอกสารกำกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ประกอบระบบบำบัดน้ำเสีย (ขนาด ชนิด อายุการใช้งานวิธีการใช้งาน ประวัติการซ่อม)
4.3.4
มีแผนงานการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามระยะเวลาที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร
4.3.5
มีผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดน้ำเสียที่ผ่านการอบรม และมีเอกสารแสดงการมอบหมายหน้าที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทุกๆ 3 ปี
4.3.6
มีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียที่ผ่านการอบรม และมีเอกสารแสดงการมอบหมายหน้าที่เป็นลายลักษณ์อักษร ทุกๆ 3 ปี
4.3.7
มีอุปกรณ์เบื้องต้นที่จำเป็นในการดูแล ควบคุม ระบบบำบัดน้ำเสีย
4.3.8
มีคู่มือกำหนดขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน ตามชนิดของระบบบำบัดน้ำเสีย
4.3.9
มีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลสำหรับผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดน้ำเสีย และสถานที่สำหรับอาบน้ำหลังจากทำงาน
4.3.10
มีการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งทุกๆ 3 เดือน ตามมาตรฐานหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
4.3.11
มีการตรวจวัดไข่หนอนพยาธิ และแบคทีเรียอีโคไล ทุกๆ 1 ปี ในน้ำทิ้งและกากตะกอน ตามมาตรฐาน หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
4.3.12
มีการตรวจสอบการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสีย พร้อมบันทึกผลการตรวจสอบประจำวัน
4.3.13
มีรายงานผลการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียตามมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535
4.3.14
มีผังระบบระบายน้ำและระบบสุขาภิบาล มีการระบุรายละเอียดแยกประเภทท่อต่างๆ
4.3.15
มีระบบระบายน้ำฝนจากอาคารออกสู่แหล่งระบายน้ำสาธารณะ
4.3.16
มีระบบสุขาภิบาลที่เหมาะสมสำหรับอาคารหน่วยบริการหรือห้องปฏิบัติการเฉพาะ
4.4
การจัดการน้ำอุปโภคและบริโภค
4.4.1
จัดให้มีผู้รับผิดชอบดูแลระบบน้ำอุปโภคและบริโภค
4.4.2
มีคู่มือกำหนดขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติงาน
4.4.3
มีแผนผังระบบน้ำประปาของสถานพยาบาล
4.4.4
มีการจดบันทึกข้อมูลการใช้น้ำประจำวัน
4.4.5
มีการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำอุปโภคและบริโภค ตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข หรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
4.4.6
การตรวจวัดค่าคลอรีนคงเหลือในน้ำประปาประจำวัน และตรวจหาค่าเชื้อโรคประจำเดือน พร้อมบันทึกผลการตรวจสอบ
4.4.7
มีระบบการสำรองน้ำประปา ซึ่งจะต้องใช้งานได้อย่างน้อย 2 วัน
4.4.8
ถังสำรองน้ำประปาต้องมีฝาถังปิดมิดชิด มีกุญแจล็อค ป้องกันสัตว์ แมลงพาหะนำโรค และป้องกันคนตกลงไปในถัง ระบบสำรองน้ำประปาจะต้องไม่รั่วซึมและติดตั้งในสถานที่ที่เหมาะสม
4.4.9
มีแผนและการดำเนินการระบบการดูแลรักษาถังพักน้ำหรือถังสำรองน้ำ อย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง
4.4.10
มีระบบจ่ายน้ำที่สะอาดไม่ปนเปื้อนสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีการรั่วซึม และมีแรงดันเหมาะสมต่อการใช้งาน
4.4.11
มีระบบการผลิตน้ำบริสุทธิ์ที่ได้มาตรฐาน เช่น REVERSE OSMOSIS, DEIONIZER เหมาะสมกับการใช้งานเครื่องมือแพทย์ พร้อมรายงานการควบคุมคุณภาพ และการบำรุงรักษาระบบผลิตน้ำบริสุทธิ์อยู่เป็นประจำ
4.5
การจัดการระบบส่องสว่าง
4.5.1
มีการตรวจวัดความเข้มของแสงสว่างในพื้นที่ปฏิบัติงาน/พื้นที่ให้บริการในสถานพยาบาลให้เป็นไปตามค่ามาตรฐานในกฎหมายปัจจุบัน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
4.6
การจัดการมลพิษทางเสียง
4.6.1
มีการกำหนดมาตรการ และวิธีการป้องกันการควบคุมมลพิษทางเสียง เช่น ห้องเครื่อง ห้องอัดอากาศ พื้นที่ก่อสร้าง เป็นต้น
4.6.2
มีการตรวจวัดเสียงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น ห้องเครื่อง พื้นที่ก่อสร้าง เป็นต้น
4.7
การจัดการคุณภาพอากาศ
4.7.1
มีการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ให้บริการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
4.8
การจัดการด้านพลังงาน
4.8.1
มีแผนและการดำเนินงานในการส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน
ด้านที่ 5 ความปลอดภัย
5.1
การจัดการด้านความปลอดภัย
5.1.1
จัดให้มีนโยบาย และผู้รับผิดชอบหรือคณะทำงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของโรงพยาบาล
5.1.2
จัดให้มีแผนงาน งบประมาณ การติดตามประเมินผล การรายงานผลการทบทวนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยประจำปี
5.2
กฎ ระเบียบ มาตรฐาน หรือคู่มือปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน
5.2.1
จัดให้มีคู่มือความปลอดภัยในการทำงานที่เหมาะสมกับบริบทของพยาบาล
5.2.2
จัดทำแผนรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติการณ์ ภัยพิบัติตามธรรมชาติ ระบบวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงสูงหรือระบบอื่นๆตามบริบทของโรงพยาบาลไม่สามารถใช้งานได้ เป็นต้น
5.2.3
มีการติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติตามคู่มือความปลอดภัยในการทำงาน และแผนรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
5.3
การอบรมบุคลากร
5.3.1
มีการอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องในด้านความปลอดภัยในการทำงานของโรงพยาบาล ตามระยะเวลาที่เหมาะสม
5.3.2
การฝึกอบรมให้ความรู้เฉพาะด้านของบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับงานในระบบวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงสูงหรือลักษณะงานอื่นที่มีความเสี่ยงตามบริบทของโรงพยาบาล อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
5.4
สภาพแวดล้อม ความปลอดภัยในการทำงานตามปัจจัยเสี่ยงของบุคลากร
5.4.1
จัดให้มีการตรวจประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานตามปัจจัยเสี่ยงของบุคลากรย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
5.4.2
จัดให้มีการตรวจสุขภาพของบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
5.4.3
มีการตรวจสอบวิศวกรรมความปลอดภัย เพื่อค้นหาความเสี่ยงในระบบวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงสูงอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
5.4.4
มีแผนการตรวจสอบ ทดสอบ และบำรุงรักษา เครื่องจักรกล ในระบบวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเหมาะสม
5.5
การจัดการแบบแปลนแผนผังงานระบบวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงสูง
5.5.1
มีแบบแปลนแผนผังหรือรายละเอียดข้อมูลของระบบทางวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ระบบไฟฟ้า ระบบก๊าซทางการแพทย์ ระบบสุขาภิบาล ระบบป้องกันอัคคีภัย เป็นต้น
5.5.2
มีระบบการจัดเก็บ แบบแปลนแผนผังของระบบทางวิศวกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และมีการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน
5.6
การตรวจสอบประสิทธิภาพระบบทางวิศวกรรมของห้องที่ให้บริการทางการแพทย์ที่สำคัญ
5.6.1
มีการตรวจสอบระบบการทำงานของห้องที่ให้บริการทางการแพทย์ที่สำคัญโดยผู้รับผิดชอบ เช่น ห้องผ่าตัด ห้องคลอด ห้องผู้ป่วยหนัก ห้องที่ต้องมีระบบการควบคุมความดันบวกหรือลบ เป็นต้น
5.6.2
มีการตรวจสอบ และทดสอบระบบการทำงานของห้องที่ให้บริการทางการแพทย์ที่สำคัญ ตามมาตรฐาน อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
5.7
คุณภาพของระบบไฟฟ้า
5.7.1
มีการตรวจติดตาม ประเมินและวิเคราะห์ปริมาณการใช้ไฟฟ้า ในระบบไฟฟ้าหลักและระบบไฟฟ้าสำรองให้เพียงพอ
5.7.2
มีแผนผัง หรือรายละเอียดข้อมูลของระบบการจ่ายไฟฟ้าสำรอง
5.7.3
มีการตรวจสอบ ทดสอบการทำงาน และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าสำรองให้พร้อมใช้
5.8
การจัดการระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย
5.8.1
มีนโยบายความปลอดภัยด้านการจัดการป้องกันและระงับอัคคีภัย และมีผู้รับผิดชอบหรือคณะทำงานในการจัดการระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยของโรงพยาบาล
5.8.2
มีการตรวจประเมิน และจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดอัคคีภัย อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
5.8.3
มีคู่มือ และแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยของโรงพยาบาล
5.8.4
มีการฝึกซ้อมดับเพลิงขั้นต้น และอพยพหนีไฟที่สอดคล้องตามกฎหมาย
5.8.5
มีการตรวจสอบ ทดสอบ บำรุงรักษาระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
5.8.6
มีแผนผังแสดงเส้นทางหนีไฟและเส้นทางหนีไฟมีความพร้อมใช้งาน
5.8.7
มีแนวทาง ขั้นตอนการอพยพผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
5.8.8
มีการจัดเตรียมพื้นที่จุดรวมพลภายนอกอาคารขณะเกิดอัคคีภัย
5.9
ระบบก๊าซทางการแพทย์
5.9.1
มีมาตรการรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเพื่อให้ระบบก๊าซทางการแพทย์สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
5.9.2
มีการดูแลรักษา ซ่อมบำรุงระบบก๊าซทางการแพทย์และอุปกรณ์ประกอบให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้
5.9.3
มีการตรวจสอบ ทดสอบระบบสัญญาณเตือนของระบบก๊าซทางการแพทย์
5.9.4
มีป้ายคำเตือนหรือสัญลักษณ์หรือตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ไว้ที่บริเวณห้องหรือสถานที่เก็บหรือติดตั้งท่อบรรจุ ถังบรรจุ ห้องระบบจ่ายก๊าซทางการแพทย์ แนวเส้นท่อและบริเวณลิ้นควบคุมประจำชั้นหรือพื้นที่
5.10
พื้นที่กำเนิดรังสี
5.10.1
มีการกำหนดหรือบ่งชี้บริเวณพื้นที่ที่มีรังสี มีเครื่องหมาย ป้ายเตือนอันตรายจากรังสี สัญญาณเตือนที่สอดคล้องกับกฎหมายหรือมาตรฐาน ติดแสดงให้เห็นโดยชัดเจน
5.10.2
มีเอกสารแสดงผลการตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่ให้กำเนิดรังสีจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
ด้านที่ 6 เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข
6.1
การจัดการทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการบำรุงรักษาเครื่องมือทางการแพทย์
6.1.1
มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการบำรุงรักษาเครื่องมือทางการแพทย์ที่ชัดเจนในโรงพยาบาล
6.1.2
ผู้ใช้ ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ซ่อมบำรุงเครื่องมือทางการแพทย์ต้องมีสมรรถะที่เหมาะสมตามมาตรฐานของวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง หรือตามประกาศของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
6.1.3
สถานที่หรือพื้นที่ปฏิบัติงานบำรุงรักษาเครื่องมือแพทย์ต้องมีการแยกส่วน
6.1.4
เครื่องมือมาตรฐานในงานบำรุงรักษาเครื่องมือทางการแพทย์มีความเหมาะสมเป็นไปตามข้อกำหนดของผู้ผลิต หรือตามมาตรฐานของวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง หรือตามประกาศของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเครื่องมือมาตรฐานต้องสามารถสอบกลับผลการวัดได้
6.2
การจัดหาและติดตั้งของเครื่องมือทางการแพทย์
6.2.1
เครื่องมือทางการแพทย์ต้องได้รับรองมาตรฐานและมีความปลอดภัยในการใช้งาน โดยผู้ขายต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์
6.2.2
ต้องทดสอบและตรวจสอบการทำงานของเครื่องมือทางการแพทย์ก่อนการตรวจรับ
6.2.3
ต้องมีการขออนุญาตติดตั้งและใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์ หากมีข้อกฎหมายกำหนดไว้
6.2.4
ต้องจัดทำทะเบียนประวัติเครื่องมือทางการแพทย์ที่เป็นปัจจุบัน และมีการประเมินระดับความเสี่ยงของเครื่องมือที่ต้องการการบำรุงรักษา
6.3
การบำรุงรักษาตามรอบเวลาของเครื่องมือทางการแพทย์
6.3.1
ต้องจัดทำแผนบำรุงรักษาเครื่องมือทางการแพทย์ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ หรือตามมาตรฐานของวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง หรือตามประกาศของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
6.3.2
ต้องมีการเฝ้าระวัง การตรวจสอบแจ้งเตือนและเรียกคืนเครื่องมือแพทย์ภายในโรงพยาบาล
6.3.3
การบำรุงรักษาเครื่องมือทางการแพทย์ ต้องครอบคลุมการทดสอบหรือสอบเทียบประสิทธิภาพการทำงาน การทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า การทดสอบทางกายภาพภายนอกและฟังก์ชั่นการทำงาน และการบำรุงรักษาตามรอบเวลาเป็นอย่างน้อย
6.3.4
บ่งชี้สถานะบำรุงรักษาเครื่องมือทางการแพทย์อย่างชัดเจนเป็นปัจจุบัน และสามารถสืบค้นหาผลการตรวจสอบย้อนหลังได้
6.4
การซ่อมบำรุงหรือการบำรุงรักษาเชิงแก้ไขของเครื่องมือทางการแพทย์
6.4.1
จัดให้มีกระบวนการจัดการงานซ่อมบำรุงหรือการบำรุงรักษาเชิงแก้ไขของเครื่องมือทางการแพทย์
6.4.2
ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย รวมทั้งปรับเทียบเครื่องมือใหม่ หลังจากซ่อมบำรุงหรือการบำรุงรักษาเชิงแก้ไขแล้วเสร็จ
6.4.3
ผลการซ่อมบำรุงหรือการบำรุงรักษาเชิงแก้ไข ต้องประกอบไปด้วยคำอธิบายปัญหาและอาการที่เกิดขึ้นของเครื่องมือ หมายเลขอะไหล่ที่ทำการเปลี่ยน ผู้ปฏิบัติงานซ่อมบำรุงและแผนกหรือหน่วยงานที่แจ้งการซ่อมบำรุงเป็นอย่างน้อย
6.5
การยกเลิกการใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์
6.5.1
จัดให้มีกระบวนการจัดการยกเลิกการใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์ โดยต้องมีหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจยกเลิกการใช้งานเครื่องมือทางการแพทย์
6.5.2
ต้องมีบ่งชี้และสถานะการยกเลิกการใช้เครื่องมือทางการแพทย์
6.5.3
แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากมีข้อกฎหมายกำหนดไว้
ด้านที่ 7 ระบบสนับสนุนบริการที่สำคัญ
7.1
ระบบเรียกพยาบาล
7.1.1
สถานพยาบาลมีผู้รับผิดชอบด้านระบบเรียกพยาบาล
7.1.2
สถานพยาบาลมีคู่มือขั้นตอนการใช้งานเบื้องต้นของระบบเรียกพยาบาล
7.1.3
สถานพยาบาลมีการทดสอบระบบเรียกพยาบาลให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
7.1.4
สถานพยาบาลมีระบบเรียกพยาบาลที่สามารถใช้งานได้เมื่อกระแสไฟฟ้าหลักขัดข้อง
7.1.5
สถานพยาบาลมีอุปกรณ์สำหรับเรียกพยาบาลที่เตียงผู้ป่วย ห้องน้ำผู้ป่วย และห้องน้ำคนพิการ
7.2
ระบบวิทยุคมนาคม
7.2.1
สถานพยาบาลมีผู้รับผิดชอบด้านระบบวิทยุคมนาคม
7.2.2
สถานพยาบาลมีคู่มือขั้นตอนการใช้งานเบื้องต้นของระบบวิทยุคมนาคม
7.2.3
สถานพยาบาลมีระบบวิทยุคมนาคมที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา และมีความพร้อมในกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
7.2.4
สถานพยาบาลมีเครื่องวิทยุคมนาคมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
7.2.5
สถานพยาบาลมีการใช้งานเครื่องวิทยุคมนาคมที่ถูกต้องตามกฎหมาย
7.3
ระบบโทรศัพท์
7.3.1
สถานพยาบาลมีผู้รับผิดชอบด้านระบบโทรศัพท์
7.3.2
สถานพยาบาลมีคู่มือขั้นตอนการใช้งานเบื้องต้นของระบบโทรศัพท์
7.3.3
สถานพยาบาลมีการตรวจสอบระบบโทรศัพท์ให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
7.4
ระบบเสียงประกาศ
7.4.1
สถานพยาบาลมีผู้รับผิดชอบด้านระบบเสียงประกาศ
7.4.2
สถานพยาบาลมีคู่มือขั้นตอนการใช้งานเบื้องต้นของระบบเสียงประกาศ
7.4.3
สถานพยาบาลมีการตรวจสอบระบบเสียงประกาศให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
7.5
ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด
7.5.1
สถานพยาบาลมีผู้รับผิดชอบด้านระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด
7.5.2
สถานพยาบาลมีระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดที่สามารถบันทึกและตรวจสอบเหตุการณ์ย้อนหลังได้
7.5.3
สถานพยาบาลมีการตรวจสอบระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
7.5.4
สถานพยาบาลมีการติดป้ายหรือประกาศเพื่อแจ้งผู้ใช้บริการรับทราบในบริเวณพื้นที่ติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด
7.5.5
สถานพยาบาลมีระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาความลับและการเข้าถึงข้อมูลตามกฎหมายกำหนด
ด้านที่ 8 สุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ
8.1
การบริหารจัดการ
8.1.1
นโยบายด้านสุขศึกษา
8.1.2
บุคลากรขับเคลื่อนงานสุขศึกษา
8.1.3
เครือข่ายการปฏิบัติงานสุขศึกษา
8.1.4
การให้บริการสุขศึกษา
8.2
กระบวนงานสุขศึกษาในะชุมชน
8.2.1
การศึกษาพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มปกติ/เสี่ยง
8.2.2
การจัดทำแผนกิจกรรมสุขศึกษากลุ่มปกติ/เสี่ยง
8.2.3
การจัดกิจกรรมสุขศึกษากลุ่มปกติ/เสี่ยง
8.2.4
การเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มปกติ/เสี่ยง
8.2.5
การประเมินผลการดำเนินงานสุขศึกษากลุ่มปกติ/เสี่ยง
8.3
กระบวนงานสุขศึกษาในสถานพยาบาล
8.3.1
การศึกษาพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มป่วย
8.3.2
การจัดทำแผนกิจกรรมสุขศึกษากลุ่มป่วย
8.3.3
การจัดกิจกรรมสุขศึกษากลุ่มป่วย
8.3.4
การเฝ้าระวังพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มป่วย
8.3.5
การประเมินผลการดำเนินงานสุขศึกษากลุ่มป่วย
8.4
ผลลัพธ์คุณภาพงานสุขศึกษา
8.4.1
ความพึงพอใจต่อกระบวนงานสุขศึกษา
8.4.2
สภาวะสุขภาพ
8.4.3
เทคโนโลยีในงานสุขศึกษา
8.4.4
งานวิจัยหรือนวัตกรรมด้านสุขศึกษา
ด้านที่ 9 การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
9.1
โครงสร้างและบทบาท การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
9.1.1
มีการจัดโครงสร้างการดูแลระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล
9.1.2
มีการจัดทำแผนแม่บทหรือแผนพัฒนาของสถานพยาบาล
9.1.3
มีนโยบายและแผนงานว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
9.1.4
มีการจัดโครงสร้างและอัตรากำลังของหน่วยงานสารสนเทศ
9.1.5
มีการกำหนดมาตรการ/นโยบาย/แนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
9.2
การจัดการความเสี่ยง ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
9.2.1
มีกระบวนการประเมินและให้คะแนนความเสี่ยงของระบบสารสนเทศอย่างเป็นระบบ
9.2.2
มีแผนจัดการความเสี่ยงเป็นลายลักษณ์อักษร
9.2.3
การดําเนินการตามแผนจัดการความเสี่ยง
9.2.4
มีการติดตาม ประเมินผลการดําเนินการจัดการความเสี่ยง
9.2.5
มีการนําผลการประเมินหรือความเสี่ยง
9.3
การจัดการความมั่นคงปลอดภัย ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
9.3.1
มีการจัดทําแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงปลอดภัยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
9.3.2
มีนโยบายและระเบียบปฏิบัติหรือมาตรการที่รักษาความเป็นส่วนตัว
9.3.3
มีการสร้างความตระหนักรู้ ด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
9.3.4
มีการประชาสัมพันธ์นโยบายและระเบียบปฏิบัติสร้างความรู ้ความเข้าใจ
9.3.5
มีการตรวจสอบว่าบุคลากรได้รับทราบ เข้าใจ ยอมรับ และการประเมินผลการปฏิบัติ
9.4
การจัดการศักยภาพของทรัพยากรในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
9.4.1
มีการจัดทําทะเบียนทรัพย์สินด้านสารสนเทศ
9.4.2
มีการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน
9.4.3
มีการจัดทําแผนเพิ่มหรือจัดการศักยภาพของทรัพยากร ด้าน Hardware, Software, Network
9.4.4
มีการกําหนดสมรรถนะตามบทบาทหน้าที่ที่จําเป็น
9.4.5
มีการนําผลการวิเคราะห์ สถานการณ์ปัจจุบัน
9.5
การรักษาความปลอดภัยทางกายภาพและทางสภาพแวดล้อมของ Data Center
9.5.1
กําหนดมาตรการการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพ
9.5.2
การกําหนดรอบการสํารองข้อมูล และการทดสอบการกู้คืนข้อมูล
9.5.3
มีระบบป้องกันอัคคีภัย
9.5.4
มีมาตรการหรือระบบป้องกันความเสียหายของข้อมูล
9.5.5
มีระบบเฝ้าระวัง และรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางกายภาพ
9.6
การตรวจสอบด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และแผนการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์
9.6.1
จัดให้มีการตรวจสอบด้านการรักษาความมันคงปลอดภัยไซเบอร์
9.6.2
จัดให้มีแผนการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
9.6.3
มีการฝึกซ้อม และทบทวนแผนการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์